FAQ

FAQ คำถามที่พบบ่อย

การส่งออกและการนำเข้า

Together Freight ให้บริการในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ทาง รถ เครื่องบิน รถบรรทุก และรถไฟ รวมทั้งให้บริการในด้านการผ่านพิธีการทางด้านศุลกากรทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ

การยื่นขอลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากร สามารถลงทะเบียนได้ที่กรมศุลกากร หรือที่ด่านศุลกากรทั่วประเทศ เมื่อลงทะเบียนแล้วก็สามารถส่งออกหรือนำเข้าสินค้าได้

 

>> การลงทะเบียน E-Paperless

  1. จะต้องทำการลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้ากับกรมศุลกากรก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถนำเข้าสินค้าได้
  2. จะต้องทราบว่าสินค้าที่จะนำเข้ามาอยู่ภายใต้พิกัดอัตราศุลกากรอะไร   
    •  การค้นหาพิกัดอัตราศุลกากรสามารถติดต่อได้ที่กรมศุลกากร  หรือ  ค้นหาพิกัดอัตราอากรขาเข้า
    • เมื่อได้พิกัดอัตราอากรขาเข้าแล้ว จึงจะทราบว่าต้องเสียภาษีในการนำเข้าสินค้าในอัตราเท่าไหร่และจะต้องใช้เอกสารประกอบหรือใบอนุญาตในการนำเข้าสินค้าหรือไม่
  3. หลังจากตัดสินใจที่จะสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในประเทศต้นทางแล้ว จะต้องกำหนดเงื่อนไขในการขนส่งสินค้าหรือที่เรียกว่า Incoterms

Incoterms คือเงื่อนไขข้อกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการส่งมอบสินค้า ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงความเสี่ยงภัยในการขนส่งสินค้า

ในการค้าระหว่างประเทศจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าเพื่อที่ผู้ซื้อจะได้นำไปคำนวณต้นทุนสินค้าในการซื้อขายระหว่างกัน 

ปัจจุบันเราใช้ Incoterms®2020 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด เริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2563

  • เป็นกฏเกณฑ์ทางการค้าที่กำหนดโดย สภาหอการค้านานาชาติ (International Chamber Commerce - ICC) ที่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ระบุในสัญญาซื้อขาย ในการทำการค้าระหว่างประเทศ เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญารับขน สัญญาการประกันภัย และสัญญาด้านการเงิน
  • เป็นเงื่อนไขในการส่งมอบสินค้า ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับ
    • Delivery Port จุดส่งมอบสินค้า เช่นสถานที่ที่ผู้ขายต้องส่งมอบสินค้าให้กับผู้ซื้อ
    • Cost ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งมอบสินค้าจากต้นทางไปจนถึงปลายทาง
    • Risk ความเสี่ยงภัย กี่เกี่ยวกับการสูญหายหรือเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งสินค้า
    • Customs Clearance การผ่านพิธีการศุลกากร


การขนส่งสินค้าแบบ Port to Port คือการขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางไปจนถึงท่าเรือปลายทาง โดยเงื่อนไขที่นิยมใช้กันจะเป็นเทอม CFR, CIF และ FOB

เงื่อนไข CFR ผู้ขายจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งสินค้าตั้งแต่หน้าโรงงานไปจนถึงท่าเรือปลายทาง  ส่วน CIF จะคล้ายกับ CFR โดยผู้ขายจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องการประกันภัยสินค้าด้วย 

เงื่อนไข FOB ผู้ขายจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งสินค้าตั้งแต่หน้าโรงงานไปจนถึงท่าเรือต้นทางเท่านั้น จากนั้นผู้ซื้อจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางไปจนถึงสถานที่ปลายทาง

โดยเงื่อนไขการขนส่งที่กล่าวมานี้ ในฝั่งต้นทางผู้ขาย / ผู้ส่งออก จะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการต่างๆเพื่อการส่งออกดังนี้

1. ค่าขนส่งสินค้าจากสถานที่ต้นทางไปจนถึงท่าเรือต้นทาง (Trucking Charge)
2. ค่าดำเนินพิธีการศุลกากรขาออก รวมทั้งค่าธรรมเนียมต่างๆ (Customs Clearance)
3. ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ทางผู้ขนส่งเรียกเก็บที่ต้นทาง (Local Charges) เช่นค่าใบตราส่งสินค้า ค่าบรรจุสินค้า ฯลฯ


ในฝั่งของผู้ซื้อ / ผู้นำเข้า จะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการต่างๆเพื่อการนำเข้าดังนี้

1. ค่าขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางไปจนถึงท่าเรือปลายทาง (Trucking Charge)
2. ค่าดำเนินพิธีการศุลกากรขาเข้า รวมทั้งค่าธรรมเนียมต่างๆ (Customs Clearance)
3. ค่าภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าสำหรับสินค้าขาเข้า (Duty & VAT)
4. ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ทางผู้ขนส่งเรียกเก็บที่ปลายทาง (Local Charges) เช่น ค่าเอกสารสั่งปล่อยสินค้า (Delivery Order) ค่ายกตู้สินค้า ฯลฯ

การขนส่งสินค้าแบบ Door-to-Door เป็นการขนส่งโดยรับสินค้าจากสถานที่ของผู้ขาย/ผู้ส่งออก ที่ต้นทาง และส่งไปยังสถานที่ของผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า ที่ปลายทาง โดยเงื่อนไขการขนส่งที่ใช้กันในปัจจุบันจะแตกต่างกันไป แบ่งตามความรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และความเสียงภัย ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

การขนส่งสินค้าแบบ LCL (Less Than Container Loaded) คือการขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มตู้ ผู้ประกอบการที่ต้องการจะส่งออกหรือนำเข้าสินค้า สามารถเลือกใช้การขนส่งโดยวิธีนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกใช้บริการแบบเหมาทั้งตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งวิธีการในการคิดค่าขนส่งเราจะคิดขั้นต่ำที่ปริมาตร 1 ลูกบาศ์กเมตร (คิว) ต่อน้ำหนักสินค้า 1,000 กิโลกรัม (ตัน) 

การขนส่งสินค้าทางเรือในรูปแบบ LCL นั้นจะต้องรู้ว่าสินค้าแต่ละชิ้นมี ปริมาตร น้ำหนัก และกินพื้นที่ในตู้คอนเทนเนอร์เท่าไหร่ บางครั้งเราอาจจะได้ยินว่าสินค้านี้มีขนาด 1 คิว หมายถึงสินค้านี้มีปริมาตรที่ 1 CBM, CBM = ย่อมาจาก Cubic meter คือ ลูกบาศก์เมตร


>>> บริการขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มตู้

การขนส่งสินค้าแบบเต็มตู้ หรือ FCL (Full Container Loaded) เป็นการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ หรือสินค้าที่มีปริมาณมาก แบบเหมาทั้งตู้คอนเทนเนอร์ การคิดอัตราค่าขนส่งจะเรียกเก็บตามชนิดและขนาดของตู้คอนเทนเนอร์

ขนาดของตู้คอนเทนเนอร์ในปัจจุบันที่นิยมใช้กัน จะมี ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต (ตู้สั้น) , ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุด (ตู้ยาว) และตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต HQ/HC (ตู้ไฮคิว)

 ชนิดของตู้คอนเทนเนอร์ มีทั้งแบบตู้แห้ง หรือตู้ธรรมดา (Dry Container) สำหรับบรรจุสินค้าทั่วไป , ตู้เย็น (Reefer Container) สำหรับสินค้าที่ต้องการรักษาอุณหภูมิ, 

ตู้เปิดหลังคา (Opentop Container) สามารถบรรจุสินค้าทางด้านบนได้โดยใช้ผ้าใบคลุมปิด และตู้พื้นเรียบ (Flat Rack Container) สามารถบรรจุสินค้าที่มีขนาดใหญ่ที่มีความกว้างและความสูงเกินกว่าตู้ธรรมดา

Powered by MakeWebEasy.com